เทคนิคเลือกฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์

เมืองไทยเป็นเมืองร้อน ร้อยทั้งร้อยเมื่อมีรถใหม่สิ่งแรกที่เจ้าของต้องติดตั้งเพิ่มเติมคือฟิล์มกรองแสง ซึ่งประโยชน์ของฟิล์มกรองแสงคือ กันความร้อนสู่ห้องโดยสาร ผลเชื่อมต่อกันมาคือช่วยประหยัดพลังงานที่ใช้ทำความเย็น ช่วยยืดอายุชิ้นส่วนภายใน แม้กระทั่งเรื่องของความปลอดภัย ต้องยอมรับว่าฟิล์มทึบสามารถพรางภายในรถไม่ให้คนภายนอกมองเข้าไปเห็นได้ ที่เหลือเป็นเรื่องของความสวยงาม เพราะมีฟิล์มแบบแฟชั่นที่ให้ความสวยงามกับรถยนต์ได้ด้วย

เทคนิคการเลือกฟิล์มกรองแสงง่ายๆสำหรับมือใหม่

1. ความหนาของฟิล์ม

ความหนาหรือความทึบของฟิล์มจะแล้วแต่ยี่ห้อ บางยี่ห้อจะมีให้เลือกมากมาย แต่ที่เด่นๆและเข้าใจง่าย จะมีอยู่ 3 ระดับ คือ
– เข้ม 40% หมายความว่าฟิล์มชนิดนี้จะมีความทึบ 40% แสงส่องผ่านได้ประมาณ 60%
– เข้ม 60% หมายความว่าฟิล์มชนิดนี้จะมีความทึบ 60% แสงส่องผ่านได้ประมาณ 20%
– เข้ม 80% ฟิล์มตัวนี้จะมีความเข้มที่สุด แสงจะส่องผ่านได้ประมาณ 5% ไม่เหมาะกับการติดกระจกหน้า

2. ค่าการลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด

รังสีอินฟราเรดหรือรังสีความร้อน ซึ่งรังสีอินฟราเรดนั้นมีอยู่ 53% ของรังสีจากแสงอาทิตย์ ยิ่งลดได้มากเท่าไรก็ยิ่งดี ซึ่งฟิล์มที่กันร้อนได้ดี ควรจะกันรังสีอินฟราเรดได้มากกว่า 80% ขึ้นไป

ฟิล์มกรองแสง 01

3. ค่าการลดความร้อนรวม

เป็นค่าการลดความร้อนที่นำค่าการลดความร้อนจากรังสี UV, แสงสว่างส่องผ่าน, รังสีอินฟราเรด อย่างมารวมกัน ซึ่งค่าการลดความร้อนรวมนี้ มีวิธีคิดหลายมาตรฐาน ส่วนตัวจึงไม่แนะนำให้ใช้ค่านี้จากฟิล์มหลายๆยี่ห้อมาเทียบกัน เพราะฟิล์มที่ลดความร้อนรวมได้ 60% บางยี่ห้อ ยังกันความร้อนได้ดีกว่าฟิล์มที่ลดความร้อนรวมได้ 80% ของบางยี่ห้อ

4. ค่าแสงสะท้อน

เป็นค่าที่บอกว่าฟิล์มกรองแสงนี้มีความเงามากน้อยเท่าไหร่ยิ่ง % การสะท้อนแสงมาก ทำให้ฟิล์มมีลักษณะมันวาวมากคล้ายๆกับกระจก จึงมีข้อห้ามไม่ให้ติดฟิล์มกรองแสงที่มีการสะท้อนมากๆ เพราะจะทำให้แสงสะท้อนไปเข้าตาคนอื่นได้

นอกจากนี้ยังมีอีกหลายปัจจัย เช่น งบประมาณ คุณภาพ ความจำเป็นในการเลือกความเข้มของฟิล์มส่วนยี่ห้อผู้ผลิตนั้นส่วนใหญ่มักเป็นแบรนด์นำเข้าจากต่างประเทศที่มี ดังนั้นควรเลือกฟิล์มที่เหมาะสม เพียงพอกับตัวรถยนต์และลักษณะการใช้งาน

Back to Top
Shares